กรอบฉันทลักษณ์โคลง
เมื่อพิจารณาฉันทลักษณ์โคลงดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น นักโคลงฝึกหัดบางคนอาจรู้สึกอึดอัด
ว่าทำไมฉันทลักษณ์โคลงถึงบังคับกันมากมายอย่างนั้น
คือบังคับเสียงคำมากถึง ๑๕ คำ (เอก ๗ โท ๔ สุภาพ ๔)
ซึ่งเมื่อนับจำนวนคำแล้ว จะพบว่าโคลงบังคับคำมากถึงครึ่งหนึ่งของคำทั้งบท (๓๐ ? ๓๒ คำ)
แถมยังมีการบังคับสัมผัส (สระ) เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
ถ้าหากจะคิดว่าน่าอึดอัดเช่นนั้น ก็อยากให้นักโคลงฝึกหัด ได้หวนกลับมาพิจารณา
โคลงจาก ?ท้าวฮุ่งหรือเจือง? (พ.ศ. ๑๘๐๐ ? ๑๙๐๐) กับโคลงในสมัยปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๗)
จะเห็นว่าโคลงในสมัยปัจจุบันมีลักษณะอันวิจิตร ถ้อยคำที่ใช้ก็มีลีลาสละสลวย
ทั้งนี้เพราะฉันทลักษณ์โคลงได้ผ่านการทดลอง พัฒนารูปแบบโดยกวีผู้เชี่ยวชาญมานานนับหลายร้อยปี
จนเป็นรูปแบบที่ลงตัวในปัจจุบัน และจักพัฒนาอีกต่อไปในอนาคต
ภายใต้กรอบฉันทลักษณ์เดียวกันนี้ นักโคลงหลายคนเขียนงานออกมาได้
ทำไมเล่า เราจะไร้ความสามารถจนเขียนงานไม่ได้
และการที่จะพิจารณาว่ากรอบฉันทลักษณ์โคลงคับแคบเกินไปหรือไม่
เราต้องดูปัจจัยเกี่ยวข้องด้วย
เช่นถ้าหากจะบอกว่าห้องขนาด ๖ x ๖ เมตร คับแคบเกินไปหรือไม่
ต้องพิจารณาว่าห้องนั้นจะอยู่กันกี่คน ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่แคบ แต่ถ้าอยู่ ๑๐ คน ย่อมคับแคบแน่นอน
ฉันทลักษณ์ก็เช่นกัน ถ้าหากจะว่าฉันทลักษณ์เป็นกรอบกีดกั้นความคิดที่จะสื่อได้หรือไม่
ต้องมาพิจารณาว่า ใครเป็นคนสื่อความ
ถ้าเป็นนักโคลงฝึกหัด เพิ่งหัดเขียนโคลงครั้งแรกก็ย่อมรู้สึกอึดอัดติดขัด
แต่ถ้าเป็นนักโคลงที่ขยันฝึกปรือไปสักระยะหนึ่ง มีประสบการณ์มากขึ้น
รู้จักคำศัพท์มากขึ้น ก็จะไม่รู้สึกอึดอัดคับข้องแต่อย่างใด
วฤกจึงขอให้กำลังใจผู้ตั้งใจฝึกหัด อย่ามองว่าฉันทลักษณ์เป็นอุปสรรค
แต่ให้มองว่าฉันทลักษณ์เป็นเกมส์ปริศนา ที่ท้าทายความสามารถของเรา
ดังนั้นจึงขอให้นักโคลงฝึกหัดจงทบทวนฉันทลักษณ์โคลงให้แม่นยำก่อนเถิด
คราวหน้า วฤกจะมาเล่าเรื่อง ?กลวิธีการประพันธ์โคลง?