เขียนเพื่อใคร


---
ผมยังไม่มีกระดาษใบไหน รับรองว่าผมเขียนกลอนเป็นเลยสักใบ
ลึกๆก็อยากได้ แต่........
ไร้ความสามารถเหลือเกิน
ช่วงนี้เลิกเขียนกลอนขอลุยเรียนให้จบก่อน
ชอบครับ
"เลิกรับใช้รางวัลเพื่อสรรค์กลอน"
ชอบคุนที่แต่งกลอนดีๆมาให้อ่านคราฟ
---

การเขียนกลอนทำให้เราเป็นคนที่คิดก่อนพูด ซึ่งหากว่าไม่ได้เขียนกลอนแล้ว เราอาจพูดโดยที่ไม่ทันได้คิด
ที่ว่าต้องคิดก่อนพูดคือ ....
๑) คิดหาถ้อยคำมาใช้การให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์  และวางแผนการใช้ถ้อยคำเหล่านั้นล่วงหน้า อย่างเช่นจะส่งสัมผัสคำที่มีเสียงอยู่น้อย เช่นคำว่า ศีล .... คำที่จะนำมารับสัมผัสหาได้น้อยมาก ที่พอมองเห็นคือ "จีน" "ปีน" "ตีน"  กลอนของเราต้องผูกความให้คำเหล่านี้ผูกพันธ์เนื้อหากันให้ได้
๒) คิดว่าจะเรียบเรียงคำอย่างไรให้ได้ความตามที่กำหนดในแต่ละ วรรค ,บาท , บท ซึ่งมีจำนวนคำจำกัด
๓) คิดว่าจะเรียงร้อยถ้อยคำอย่างไรให้ไพเราะสละลวย มีชั้นเชิงความงามทางวรรณศิลป์

หากว่าทำทั้งสามอย่างจนคล่องแคล่วแล้ว คุณค่าที่ปรากฏแก่เรา .... สูงยิ่งกว่ากระดาษแผ่นไหน ในการยอมรับว่าเราเป็น "นักกลอน" คนหนึ่ง
ฉะนั้น .... ถ้ามีเวลา เขียนกลอนเถิดครับ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร แต่เพื่อความสุขใจของเราเอง

หมายเหตุ กลอนที่ผมเขียนมาในข้างต้น ใช้กลบท "ตะกวดลิ้นทอง"
กำหนดให้มีการส่ง_รับ สัมผัสสองคำ ตัวอย่างเช่นสองคำท้่าย (คำที่ ๗ และ ๘) ของวรรคสดับ จะส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๒ และ ๓ ของวรรครับ
การส่ง_รับสัมผัสอย่างนี้ ทำให้สัมผัสกลอนมีลักษณะเหมือนลิ้นตะกวด คือมีสองแฉก

ผมก็พยายามหาเวลาเขียนอยู่
แต่ผมมักหมกมุ่นเวลาทำไร
อีกอย่างเวลาผมเขียนกลอน ผมจะลืมวิธีการเขียนอย่างอื่นไปด้วย
จำได้แต่กลอน เวลาเขียนอย่างอื่น ผมก็มักจะลืมกลอน จำได้แต่ฉันทลักษณ์เท่านั้น
สงสัยเรายังใหม่เกินไปละกระมัง 5555
อย่างอื่น = โปรแกรม